วันพุธที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2558

คัด (ตึง) อก...ยกออกไงดี

คัดตึงหน้าอก เจ็บตึงเต้านม จะเรียกอะไรก็แล้วแต่ ถ้าเป็นผู้หญิงก็ต้องเคยมีประสบการณ์กันบ้างล่ะ เอ้า ถ้าคิดไม่ออก ก็ช่วงนั้นของเดือนไง การมีรอบเดือนที่เป็นเรื่องปกติของผู้หญิงเรา ก็มักมีอาการก่อนมีรอบเดือนที่ชวนหงุดหงิดใจไม่มากก็น้อย และอาการหนึ่งที่พบได้ก็คือ “อาการเจ็บคัดตึงเต้านม”


อาการปวดคัดตึงเต้านมเกิดจากการเปลี่ยนแปลงระดับฮอร์โมนเพศ 2 ตัวในร่างกาย คือ เอสโตรเจน (estrogen) และ โปรเจสเตอโรน (progesterone) ซึ่งในช่วงก่อนมีรอบเดือนระดับฮอร์โมนสองตัวนี้จะเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ต่อมน้ำนมมีขนาดใหญ่มากขึ้นกว่าเดิม และมีการคัดคั่งของของเหลวในร่างกายมากขึ้น ก็จะสังเกตเห็นเลยว่าเต้านมขยายขนาดขึ้น และมีอาการคัด ตึง และปวดได้ ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ แต่ถ้ามันรู้สึกไม่สุขสบายจริงๆ ทำไม้ ทำไม ถึงได้คัดตึงมากนักก็ให้ปฏิบัติดังนี้

·  ช่วงนี้ให้งด ชา กาแฟ ช็อคโกแลต ไปก่อน จะช่วยลดการคัดคั่งของของเหลวในร่างกายลงได้ในระดับหนึ่ง

·  ลดอาหารมัน ทานวิตามินเสริม เช่น น้ำมันอีฟนิ่งพริมโรส, วิตามิน บี 6 และวิตามิน อี ก็พอช่วยได้อยู่

·  งดสูบบุหรี่

·  ประคบร้อนบริเวณหน้าอกที่ปวดได้ แต่ให้ประคบเบาๆ ล่ะ

·  ถ้าปวดตึงมากกินยาแก้ปวดบรรเทาได้

·  ใส่ยกทรงช่วยพยุงหน้าอก ควรเลือกให้ขนาดพอดีกับเต้า ไม่หลวมไปหรือคับจนบีบรัดเกินไป




คุณแม่ตั้งครรภ์ก็มีปัญหาคัดตึงเต้านมได้เช่นกันค่ะ ก็แหม่...ช่วงนี้เต้านมกำลังเตรียมพร้อม เพื่อสร้างน้ำนมให้กับลูกน้อย เต้านมจะมีการขยายใหญ่ขึ้น ทำให้คุณแม่มีอาการเจ็บและคัดตึงเต้านมตามมาได้ แก้ปัญหาก็โดยการสวมเสื้อยกทรงที่เหมาะสม เวลาที่คุณแม่ขยับเขยื้อนหรือเคลื่อนไหวร่างกายจะได้ช่วยประคับประคองเต้านมไม่ให้เจ็บมากจนเกินไป ควรเลือกเสื้อยกทรงที่ผลิตจากผ้าฝ้ายหรือเส้นใยสังเคราะห์ที่มีความอ่อนนุ่ม ไม่คับหรือรัดแน่นจนเกินไป ไม่ควรมีโครง หรือถ้ามีก็ไม่ควรแข็งเกินไป พวกลูกไม้ประดับเยอะแยะก็เลี่ยงไปก่อน ไม่งั้นอาจทำให้ผิวหนังบริเวณเต้านมเกิดอาการระคายเคืองได้ ก็ให้อดทนสักนิดพอหลังจาก 3 เดือน ไปแล้ว อาการเจ็บตึงเต้านมจะหายไปเอง




พอถึงระยะหลังคลอดให้นมลูก ปัญหาคัดตึงเต้านมก็เกิดขึ้นได้อีก แต่คราวนี้อาจหนักหน่อย ถึงขั้น “เต้านมอักเสบ” กันเลยทีเดียว มักเกิดกับคุณแม่ที่ให้นมลูกเอง โดยการอักเสบอาจเกิดข้างเดียวหรือสองข้างก็ได้ สาเหตุเกิดจากการที่หัวนมมีรอยแตก ถลอก ซึ่งส่วนมากเกิดจากการให้ลูกดูดนมนานเกินไปก่อนที่น้ำนมจะถูกสร้างขึ้นมา การบีบนวดมากๆ ก็ทำให้เกิดได้ เช่น ในระยะแรกที่มีเลือดและน้ำเหลืองมาคั่งที่เต้านม คุณแม่ก็จะพยายามบีบเค้นน้ำนมออกเพื่อหวังลดอาการคัด ซึ่งการบีบในระยะนี้ยังไงก็ไม่มีน้ำนมออกมาแถมยังเร่งให้เกิดเต้านมอักเสบอีก การที่ลูกดูดนมไม่หมดเต้า อาจเพราะดูดไม่แรงพอหรือท่อน้ำนมอุดตันทำให้น้ำนมผ่านออกมาไม่ได้ ก็เป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดเต้านมอักเสบได้เช่นกันค่ะ


คุณแม่ที่เต้านมอักเสบจะมีอาการปวด บวม ผิวหนังแดงและร้อน ที่หัวนมอาจมีน้ำเหลืองคล้ายหนองไหลออกมา อาจมีไข้ต่ำๆ ด้วย ถ้ามีการติดเชื้อซ้ำอาจทำให้เกิดเป็นฝีขึ้นได้ แต่การติดเชื้อมักอยู่เฉพาะบริเวณที่เป็นฝี อ่านอาการแล้วก็อย่าเพิ่งกังวลใจไป แม้ว่าเต้านมอักเสบจะทำให้รู้สึกเจ็บขณะให้นม แต่โดยทั่วไปไม่จำเป็นต้องหยุดการให้นม ส่วนการดูแลคุณแม่สามารถทำได้ด้วยตัวเอง ซึ่งถ้าปฏิบัติอย่างเคร่งครัดมักหายได้ไม่ต้องพึ่งหมอ เว้นในบางกรณี เช่น ถ้ามีฝี อาจจำเป็นต้องหยุดให้นมและเจาะเอาหนองออกก่อน การดูแลเมื่อเต้านมอักเสบให้ปฏิบัติดังนี้ ให้ประคบเต้านมด้วยผ้าชุบน้ำร้อนประมาณ 10 นาที ทุก 2-3 ชั่วโมง และก่อนให้ลูกดูดนม เพื่อลดอาการปวดและทำให้น้ำนมไหลสะดวก ถ้ามีอาการปวดให้กินยาแก้ปวด เช่น พาราเซตตามอล ถ้ามีไข้ควรดื่มน้ำมากๆ เพื่อป้องกันการขาดน้ำ ส่วนการป้องกันการเกิดเต้านมอักเสบ ให้ทำความสะอาดหัวนมให้เพียงพอ และให้ลูกดูดนมอย่างถูกวิธี


วันอังคารที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2558

เลือก “บรา” ดี…เป็นศรีแก่อก

         บรา หรือ เสื้อยกทรง เป็นของคู่อก (จะอกเล็ก อกใหญ่ นั่นอีกเรื่อง อิ อิ) เว้นแต่ใครนิยมเท้งเต้ง “โนบรา” อันนี้ก็ไม่ว่ากัน สำหรับรูปแบบสีสันไม่ต้องพูดถึงมีให้เลือกหลากหลายมาก ๆ สวยงาม เก๋ เรียบหรู คิกขุ มุ้งมิ้ง ฟรุ้งฟริ้ง โอ๊ย...ละลานตาชวนตะลึงจนเลือกไม่ถูกกันทีเดียว บางทีก็ออกจะงงๆ อยู่ไม่น้อยว่าตอนใส่ก็ไม่มีใครเห็น แต่สาวๆ บอกโนพรอบเบลม ขอสวยจากภายในยันภายนอกไว้ก่อน ก็เอาที่สบายใจล่ะกัน




         ถ้ากล้าซื้อกล้าควักจ่ายจะเลือกแบบวิลิศมาหราขนาดไหน ก็คงไม่มีใครว่า แต่บางทีความ “ชอบ” กับความ “ใช่” มันก็สวนทางกันนะคะ สวยแต่ใส่ไม่สบาย แบบเริ่ดเชียวแต่ไม่เหมาะไม่พอดีตัว ยังงี้ต่อให้สวยขนาดไหนใส่แล้วก็แอบเสียเซลฟ์กันบ้างล่ะ งั้นมาเลือกบราที่ใช่สำหรับอกสวยๆ ของคุณกันค่ะ


         แบบหลบไปก่อน จะเลือกบรามาใส่ประคองเต้าทั้งที ควรเลือกที่เนื้อนุ่ม  ยืดหยุ่นใส่สบายดีที่สุด



         
        ขนาดคัพ...คับพอเหมาะ
             สาวอกเล็ก แหม่...ผู้เขียนก็จัดอยู่ในกลุ่มนี้ ก็เลยค่อนข้างแสลงใจเป็นพิเศษ แต่ทำไงได้แม่ให้มาแค่เนี๊ยะ ก็ให้พอใจในสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ล่ะกัน (ร้องไห้กระซิกๆ) สาวอกไซต์มินิก็อย่าได้ริอ่านไปเลือกขนาดคัพใหญ่ๆ ล่ะ แค่คัพ A และ B ก็พอ
             สาวอกใหญ่ สะบึมวี้ดวิ้วชวนน้ำลายหก เอ๊ย...ม่ายช่าย ชวนอิจฉา เวลาเลือกบราก็ต้องพิจารณาเยอะนิดนึงให้สมกับความล้นของหน้าอกหน้าใจ
                  -  ขนาดคัพ จัดไปเลยค่ะ B-D (รอบอกระหว่าง 34 – 48 นิ้ว) บางคนมีเกทับอีกนะ คัพ B น่ะเด็กๆ เอิ่ม...จะพูดอะไรกรุณาให้เกียรติสาวอกเล็กมั่ง
                  -  ควรเลือกบราที่มีโครงใต้ฐานหน้าอก ซึ่งจะช่วยประคองเต้าได้ดี ใส่แรกๆ อาจยังไม่ชิน แต่ชินเมื่อไหร่คุณจะรู้สึกว่ามัน “ใช่เลย”
                  -  อกก็ล้นหลามอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์เสริมช่วย เช่น ฟองน้ำ, ซิลิโคน ให้สาวอกเล็กได้เกิดมั่งเหอะ 555 ไม่ใช่ล่ะ ถ้าคุณหน้าอกใหญ่อยู่แล้วยังไปเสริมอีก แทนที่จะน่ามองกลับจะล้นทะลักจนน่ากลัวววว


      ลองก่อนซื้อ อย่าคิดว่าอกของคุณมาตรฐานเป๊ะๆ จะไซต์ไหน แบบไหน ส่งมาเหอะ...ใส่ได้หมด อันนี้ไม่แนะนำนะคะ ถ้าเลือกแบบที่ถูกใจได้แล้วล่ะก็ ให้ลองสวมใส่ดูก่อน


  บราต้องกระชับพอดีตัว...ประเภทหลวมโครกเครกหรือคับตึงจนหน้าอกล้นออกนอกบรา เปลี่ยนขนาดด่วนนนน  


        ระดับตะขอด้านหลังบราควรอยู่ใต้กระดูกสะบักหลัง...สูงไป – ต่ำไป ไม่โอเครนะคร้า


   เวลาใส่บราไม่ควรมีโมเม้นต์ต้องคอยดึงตัวบราลงมาตลอดเว...คือ แป๊บๆ รั้งขึ้นไปอีกแระ ยังงี้ก็คงไม่ไหว


     ใส่แล้วต้องสามารถสอดนิ้วเข้าไประหว่างร่องอกได้ ถ้าไม่ได้แสดงว่าบราคับเกิ๊น


   ถ้าบราไม่พอดีตัวอาจยังไม่ต้องเปลี่ยนขนาดใหม่ทันที ให้ลองแก้ไขดูก่อน เช่น ปรับสายให้สั้นลง – ยาวขึ้น, เลื่อนตะขอให้หลวมขึ้น ถ้าไม่ได้ผลค่อยเปลี่ยนขนาด    

           


วันพุธที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2558

บ๊าย บาย...ริซซี่ (ริดสีดวงทวาร)

“โอ๊ย...ลมมันเย็น” ใครได้ยินประโยคนี้  เชื่อแน่ว่าโรคริดสีดวงทวารจะลอยมาทันที อย่าทำเล่นไปริดสีดวงทวารเป็นโรคที่พบได้บ่อย และพบได้ทุกกลุ่มอายุ โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ แถมยังไม่เกี่ยงเพศด้วยจ้า  




             ริดสีดวงทวาร หมายถึง กลุ่มหลอดเลือดดำโป่งพองบริเวณทวารหนัก เราส่วนใหญ่คุ้นเคยกับหลอดเลือดดำขอดบริเวณขา แต่อันนี้หลอดเลือดดำมันดันไปขอดที่ทวารหนักแทนไง ซึ่งเป็นเพราะมีแรงกดดันกับหลอดเลือดดำบริเวณทวารหนักนานๆ สาเหตุท็อปฮิตคือ มีอาการท้องผูก บางคนนี่นั่งเบ่งถ่ายนานๆ เป็นกิจวัตร ซึ่งก็มักไม่รอดริดสีดวงทวารมาเยือนแทบทุกราย  

โรคริดสีดวงทวารมี 2 แบบ คือ แบบภายในและแบบภายนอก แบบภายในจะไม่มีอาการปวดให้เห็นชัดเจนนัก คนไข้ไม่ค่อยรู้ตัวว่าเป็น ถ้าเป็นมากถึงจะมีก้อนยื่นออกมาขณะถ่าย แต่จะหดกลับเข้าไปเองได้ ถ้าเป็นหนักข้อขึ้นก้อนจะไม่สามารถกลับเข้าไปได้เอง คนไข้ต้องดันกลับเข้าไป และหนักสุดหัวริดสีดวงจะอยู่ภายนอกไม่สามารถดันกลับเข้าไปได้อีกเลย ส่วนแบบภายนอก จะเป็นก้อนที่มองเห็นได้ คนไข้จะรู้สึกเจ็บและคันกว่าแบบภายใน


อาการของคนที่เป็นริดสีดวงทวาร ถ้าเบ่งถ่ายแรงๆ บางครั้งหัวริดสีดวงก็อาจปริแตกทำให้มีเลือดสดออกมาได้ แต่ปริมาณไม่ได้มากมายอะไร หลังถ่ายเสร็จเลือดก็จะหยุดไหล แต่มีเหมือนกันที่เป็นเรื้อรังเสียเลือดไปเรื่อยๆ จนซีดเซียว ถ้าหัวริดสีดวงเกิดการอักเสบก็จะมีอาการเจ็บปวด บางทีปวดมากขนาดนั่ง ยืน เดิน ลำบาก จนเป็นที่มาของ...ลมมันเย็น...ยังไงล่ะคะ



ถึงจะไม่ใช่โรคร้ายแรงใดๆ แต่อ่านแล้วก็ไม่น่าเป็นเอาซะเลย ทางที่ดีดูแลตัวเองไม่ให้เป็นก่อนดีกว่า ดังนี้รับประทานอาหารที่มีเส้นใยสูง เช่น ผักและผลไม้ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสเผ็ดจัด ชา กาแฟ ดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว เพื่อให้อุจจาระนิ่ม ออกกำลังกายสม่ำเสมอ พยายามหลีกเลี่ยงการยืนหรือนั่งนานๆ และฝึกขับถ่ายให้เป็นเวลา


        ส่วนคนที่เลยจุดนั้นมาแล้ว ริดสีดวงทวารคารูก้นอยู่ทนโท่ วันดีคืนดีก็สำแดงเดชบ้างอะไรบ้าง ก็อย่าปล่อยไว้ ควรหาทางรักษาซะ การรักษามีหลายวิธีขึ้นกับระดับความรุนแรงที่เป็น ขอยกมาให้ดูกันพอหอมปากหอมคอดังนี้

ถ้ายังเป็นน้อยๆ อาการไม่รุนแรงมาก คุณหมอจะแนะนำให้กินอาหารที่มีพวกเส้นใยมากอย่างผัก ผลไม้ ดื่มน้ำมากๆ เพื่อช่วยให้อุจจาระนิ่มขึ้น หรือให้ยาขับถ่ายมารับประทานร่วมด้วยเพื่อให้ขับถ่ายได้ง่ายขึ้นโดยไม่ต้องออกแรงเบ่งมาก หรืออาจมีการใช้ยาเหน็บ ยากิน หรือยาทาเพื่อบรรเทาอาการปวดและลดอาการอักเสบ ปกติถ้าเป็นระยะแรกก็จะใช้การรักษาเบื้องต้นประมาณนี้ ถ้าจำเป็นต้องพึ่งเครื่องไม้เครื่องมือก็จะใช้วิธีจี้ด้วยความร้อนจากไฟฟ้าค่ะ

การใช้ยาฉีดเพื่อทำให้หัวริดสีดวงยุบลง เป็นอีกหนึ่งวิธีที่นำมาใช้กรณีมีเลือดออกและหัวริดสีดวงย้อยไม่มาก โดยยาจะไปทำให้เกิดพังผืดรัดเส้นเลือดบริเวณริดสีดวง และรั้งเนื้อเยื่อริดสีดวงไม่ให้เลื่อนตัวลงมา 

การใช้ยางรัดริดสีดวงทวาร วิธีนี้จะใช้ในกรณีหัวริดสีดวงย้อย และมีขั้วขนาดเหมาะที่จะรัดได้เท่านั้น โดยจะรัดที่ขั้วริดสีดวงทำให้หัวริดสีดวงขาดเลือดหล่อเลี้ยงและหลุดออกมาเอง และพังผืดที่เกิดจากแผลจะรั้งริดสีดวงที่เหลือให้หดกลับเข้าไปในทวารหนัก

การจี้ด้วยอินฟราเรด โดยจะจี้หัวริดสีดวงด้วยอินฟราเรด 3 จุดต่อ 1 หัว เพื่อให้ริดสีดวงทวารยุบลง และหยุดเลือดออก

การผ่าตัดเอาหัวริดสีดวงออก ซึ่งจะทำในรายที่มีอาการมากแล้ว หลังผ่าตัดคนไข้จะต้องกินยาระบายหล่อลื่น ยาเพิ่มกากใยอาหาร เพื่อช่วยในการขับถ่ายในช่วงแรก และไม่ต้องกังวลค่ะ คุณหมอจะจัดยาแก้ปวดให้กลับไปด้วย



ขอบคุณภาพประกอบ : http://zoneplus.net

ยาระบาย...อย่าใช้พร่ำเพรื่อ

คนที่ทุกข์กับอาการท้องผูก แถมยังอดกังวลไม่ได้ว่านานวันไปอาจโดนริดสีดวงทวารเล่นงานเข้าอีก มีจำนวนไม่น้อยทีเดียวที่หาทางออกแบบเอาง่ายเข้าว่า พึ่ง “ยาระบาย” มันซะเลย



ยาระบายหรือยาถ่าย...ชื่อก็บอกสรรพคุณโต้งๆ แล้วว่าเข้าไปช่วยเร่งการขับอุจจาระออกจากร่างกาย ทำให้ถ่ายคล่องปรื๊ดๆ จึงไม่น่าแปลกใจที่จะล่อใจให้อยากใช้จนต้องเดินกลับไปร้านขายยาอีก  จำนวนคนที่แก้ปัญหาท้องผูกด้วยยาระบายมีมากเพียงใด ดูได้จากธุรกิจเกี่ยวกับยาระบายที่ทำเงินกันเป็นกอบเป็นกำ   เรียกว่าเดี๋ยวนี้คนหันไปพึ่งยาระบายกันจนเห็นเป็นเรื่องปกติธรรมดา เพราะเป็นทางออกที่หวังผลได้เร็วที่สุดยังไงล่ะคะ 

แล้วยาระบายมีฤทธิ์ช่วยให้กากอาหารหรืออุจจาระในลำไส้ใหญ่ถูกขับออกมาได้ง่ายได้ยังไง อันนี้ก็สืบเนื่องจากตัวมันจะไปดึงน้ำออกจากผนังลำไส้เข้าไปเจือในเนื้ออุจจาระทำให้อุจจาระนิ่มจึงขับถ่ายออกได้โดยง่ายนั่นเอง


ฟังดูเหมือนจะดี แต่ผลดีนั้นจะปรากฏให้เห็นเฉพาะตอนใช้ช่วงแรกๆ เท่านั้น นานวันเข้ากลับจะเกิดผลเสียมากกว่า เพราะยาระบายทุกตัวเป็นสารเคมีที่ก่อให้เกิดอาการระคายเคืองต่อผนังลำไส้ใหญ่ โดยจะออกฤทธิ์กระตุ้นกล้ามเนื้อของลำไส้ใหญ่ให้หดรัดตัวอย่างผิดปกติ เป็นการตอบสนองเพื่อขับสารที่ระคายเคืองออกนั่นเอง แม้แต่ยาระบายที่มีฤทธิ์อ่อนที่สุดก็มีผลต่อลำไส้ใหญ่ในทำนองเดียวกัน จากงานวิจัยพบว่า ผู้ใช้ยาระบายเป็นประจำนั้นผนังลำไส้จะบางกว่าปกติ เกิดการระคายเคือง จนเสื่อมหน้าที่ได้ในที่สุด อีกทั้งการหลั่งน้ำย่อยในทางเดินอาหารก็จะผิดไปจากปกติอีกด้วย

การใช้ยาระบายจะทำให้ร่างกายของเราเสียน้ำไปส่วนหนึ่งโดยทำให้เยื่อบุลำไส้ใหญ่ระคายเคือง เกิดอาการบวมน้ำ และปล่อยน้ำออกมาในรูของลำไส้ใหญ่ ในขณะเดียวกันยาก็จะกระตุ้นให้ผนังลำไส้เกิดการบีบตัวแล้วถ่ายออกมาเป็นอุจจาระเหลว และถ่ายหลายครั้งตามฤทธิ์ยา ซึ่งการสูญเสียของเหลวในปริมาณมากๆ ดังกล่าวอาจนำไปสู่ภาวะขาดน้ำได้ การสูญเสียน้ำจะส่งผลต่อเนื่องไปยังทุกๆ เซลล์ในร่างกายของคนเรา หากปริมาณน้ำในร่างกายมีไม่เพียงพอ กระบวนการภายในเซลล์ตามปกติก็จะลดลง รวมถึงการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันด้วย และในหลายๆกรณีสามารถนำไปสู่การเสียชีวิตได้ค่ะ

เป็นธรรมดาที่ยาระบายจะเข้าเร่งการเคลื่อนตัวของอาหารผ่านลำไส้ ซึ่งเราต่างทราบกันดีว่าสารอาหารส่วนใหญ่จะถูกดูดซึมที่นั่น การผลักดันอาหารผ่านลำไส้ก่อนการย่อยจะสมบูรณ์อาจนำไปสู่การขาดสารอาหารได้เช่นกัน ยิ่งไปกว่านั้นยาระบายอาจมีผลข้างเคียงที่ไม่พึงปรารถนาอื่นๆ ตามมา เช่น ถ่ายเหลว มีมูกในอุจจาระ ปวดท้องอย่างกะทันหัน กระทั่งมีพิษต่อตับ


ผลเสียอีกประการของยาระบายที่เราส่วนใหญ่อาจนึกไม่ถึงก็คือ ถ้าเรากินยาระบายที่มีฤทธิ์แรงๆ ขณะมีอาการปวดท้อง ผลเสียร้ายแรงอาจเกิดตามมาได้ หากเรามิอาจจำแนกได้ว่าอาการปวดท้องแบบใดเป็นสัญญาณเตือนของไส้ติ่งอักเสบ ในกรณีนี้โอกาสที่ยาระบายจะเป็นสาเหตุให้ไส้ติ่งแตกก็ย่อมเกิดขึ้นได้ นั่นหมายถึงอันตรายมาถึงตัวคุณโดยตัวคุณนั่นเองเป็นผู้หยิบยื่นให้ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์


และที่จะมองข้ามไม่ได้เลยคือ คนที่กินยาระบายบ่อยๆ มักมีแนวโน้มใช้ยาชนิดนี้เป็นประจำคล้ายเสพติด นั่นคือจะต้องเพิ่มปริมาณยามากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อให้ได้ผลเท่าเดิม และถ้าหากหยุดใช้ยาโดยทันทีก็จะเกิดปัญหาท้องผูกตามมา เนื่องจากยาพวกนี้ได้ทำลายความสามารถของลำไส้ใหญ่ในการขับถ่ายตามธรรมชาติแบบถาวรไปเสียแล้ว ดังนั้นลำไส้ใหญ่จึงไม่สามารถบีบตัวไล่อุจจาระได้เอง นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมคนที่ใช้ยาระบายเป็นประจำจึงหยุดยาไม่ได้  แถมยังทำให้อาการท้องผูกเป็นมากขึ้นอีก 



เห็นพิษภัยที่แฝงมากับยาระบายเยอะขนาดนี้ ถ้ายังไงคิดให้รอบคอบก่อนกินล่ะ ถ้ากินแก้อาการท้องผูกชั่วครั้งชั่วคราวหรือนานๆ ทีก็คงไม่กระไรนัก แต่ถ้าใช้ประจำต่อเนื่องเป็นเวลานานนี่ต้องคิดดีๆ จะได้ไม่คุ้มเสียซะเปล่าๆ ถ้าจำเป็นต้องใช้จริงๆ ก็ให้ปรึกษาหมอหรือเภสัชกรเพื่อความปลอดภัยดีที่สุดค่ะ

ปล่อยให้ท้องผูก...ริดสีดวงจะถามหา

ใครท้องผูกบ่อยๆ ยกมือขึ้น ฮั่นแน่ ยกกันเพียบ เดี๋ยวนี้เจอคนที่มีปัญหาท้องผูกเยอะขึ้น มักอ้างว่าก็แหมงานมันยุ่งหัวฟู จะเอาเวลาไหนไปพิถีพิถันกับอาหารการกิน ก็ได้แต่กินอาหารขยะไร้กากใย น้ำเหรอ? แทบไม่มีเวลาแตะ ออกกำลังกายนี่ไม่ต้องพูดถึงจะเจียดเวลาไหนไป แหม่...เหตุผลมากันตรึม แล้วไงล่ะ ได้ปัญหาท้องผูกเป็นของแถม เข้าห้องน้ำทีต้องเผื่อเวลาไว้เลยเพราะถ่ายยากถ่ายเย็น กว่าจะถ่ายออกมาได้ต้องใช้ความพยายามเบ่งกันจนหน้าเขียวหน้าเหลืองเนื่องจากอุจจาระแข็งโป๊ก ระบบขับถ่ายเป็นยังงี้นานๆ ไม่พ้นน้องริซซี่....ริดสีดวงมาเคาะถึงทวารแน่ค่ะ




ยังไงถึงเรียกท้องผูก? คุณอาจยังไม่แน่ใจว่าตัวเองเป็นคนที่กำลังเผชิญกับปัญหาท้องผูกอยู่หรือไม่ เอางี้ค่ะง่ายๆ ถ้าคุณถ่ายน้อยกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์ และถ่ายลำบาก อุจาระแข็ง หมายความว่าคุณเข้าข่ายท้องผูกแล้ว

ถ้ารู้ตัวแล้วว่าคุณมีปัญหาท้องผูกก็อย่าปล่อยจนน้องริซซี่มาทักทายเลยค่ะ บอกเลยว่าเป็นแล้วตอนถ่ายนี่เจ็บทรมานสุด ๆ เบ่งอุจจาระทีมีเลือดสดๆ พุ่งออกมาก็มี ดังนั้นถ้าอยากรอดพ้นจากภาวะท้องผูกที่ไม่น่าพิสมัยแล้วล่ะก็ ให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหลายอย่างที่เคยชินเหล่านี้ซะ


·       กินแต่อาหารขยะไม่มีกากใย กากใยอาหารนี่แหละตัวอุ้มน้ำชั้นดีที่ทำให้อุจจาระนิ่มขับออกได้ง่าย ดังนั้นถ้าสามมื้อของคุณยังวนเวียนอยู่แต่อาหารขยะที่อุดมไปด้วยแป้ง ไขมัน น้ำตาล ล่ะก็ ควรปรับเปลี่ยนใหม่ให้เมนูอาหารในแต่ละมื้อมีกากใยอาหารเพิ่มมากขึ้น ทั้งผัก ผลไม้ และธัญพืช จัดไปเลยเน้นๆ


·       ดื่มน้ำน้อย น้ำมีประโยชน์สารพัดรวมถึงทำให้อุจาระนุ่มและถ่ายออกง่ายขึ้น อันนี้ชัดๆไม่ต้องอธิบายเยอะ ใครที่รู้ตัวว่าดื่มน้ำน้อย วันๆ อย่าเรียกว่าดื่ม ใช้คำว่าจิบดีกว่า นี่ต้องรีบเปลี่ยนพฤติกรรมโดยด่วนนนน! ควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 6 – 8 แก้ว จะเป็นน้ำเปล่า น้ำผลไม้ น้ำผัก น้ำแกงได้ทั้งนั้น แต่ถ้าให้ดีน้ำเปล่าสะอาดๆ นี่แหละดีที่สุด แคลอรีเป็นศูนย์ไม่ต้องกระดกแก้วไปกังวลไปว่าน้ำหนักตัวจะขึ้น ส่วนพวกกาแฟ และแอลกอฮอล์เพลาๆ หน่อยจะดีมากเพราะส่งผลให้อุจาระแห้งได้


·       ไม่ออกกำลังกาย จะด้วยเหตุผลไม่มีเวลา ขี้เกียจ ไม่ชอบเหนื่อย หรืออะไรก็ตาม เปลี่ยนวิธีคิดใหม่ซะ รู้ไว้เหอะการออกกำลังกายเป็นประจำจะทำให้ระบบขับถ่ายทำงานดีขึ้น จะเลือกออกกำลังกายแบบไหน ก็เอาที่ถนัด สะดวกหรือสบายใจ จะได้ไม่เอามาอ้างว่ายุ่งยากงู้นงี้ ถ้าข้อจำกัดเยอะแยะไปหมด ไม่มีสถานที่บ้างล่ะ อุปกรณ์ไม่พร้อมบ้างล่ะ ไม่มีเพื่อนบ้างล่ะ บลาๆๆๆ  แค่ “เดิน” วันละ 20-30 นาทีก็เยี่ยมแล้วค่ะ




·       พยายามรีบถ่ายให้เสร็จ ๆ นี่ก็พฤติกรรมที่หลายคนไม่คิดว่าจะทำให้ท้องผูก แต่เชื่อเหอะว่ามันมีผลจริงๆ บางคนก็ไม่รู้ว่าจะรีบร้อนไปไหน คุณไม่ได้ไปแข่งโอลิมปิค ไม่ต้องทำเวลาขนาดนั้น ให้เวลากับการขับถ่ายบ้าง นั่งชิลๆ ผ่อนคลายบ้างอะไรบ้าง ถ้ารีบเร่งเกินไปจะกลายเป็นคุณกำลังกดดันตัวเอง ทีนี้แทนที่จะถ่ายออกกลายเป็นหายปวดไปเลยก็มี  

·       ชอบอั้นอุจจาระนาน ๆ ทำเป็นเล่นไปคนกลุ่มนี้มีเยอะนะคะ ปวดแล้วอั้นไว้ คิดว่าไม่มีอะไร จริงๆ แล้วมีผลค่ะ เพราะพอคุณอั้นอุจจาระเอาไว้นานๆ น้ำที่มีอยู่ในอุจจาระก็จะถูกลำไส้ใหญ่ดูดซึมกลับไป ทำให้อุจจาระแข็ง ท้องผูกได้ ฉะนั้นปวดเมื่อไหร่ถ่ายให้เสร็จก่อนดีกว่าค่ะ


แถมท้ายอีกนิด ยาบางชนิดอาจทำให้เกิดอาการท้องผูกได้ เช่น แคลเซียม, ยาลดกรด, ยาขับปัสสาวะ, ยาแก้ปวดบางชนิด เป็นต้น เผื่อใครกินยาที่ว่านี้เป็นประจำก็จะได้รู้ที่มาที่ไป ซึ่งอาการท้องผูกที่เกิดจากยาคงจะต้องปรึกษาคุณหมอแล้วล่ะ อย่าไปวินิจฉัยเอง คิดเองเออเอง ถ้าจำเป็นคุณหมอจะปรับหรือเปลี่ยนยาตามความเหมาะสมเองค่ะ

วันจันทร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2558

ผ่าตัดผ่านกล้อง...ไม่รู้จักระวังตกยุคนะจ๊ะ

สมัยนี้พูดถึงการผ่าตัด ไม่จำเป็นจะต้องผ่าตัดด้วยการเปิดแผลใหญ่ๆ เสมอไปแล้วล่ะค่ะคู๊ณ คุณหมออาจเสนอทางเลือกให้อย่าง “การผ่าตัดผ่านกล้อง” (Laparoscopic surgery) ซึ่งแผลจะเล็กกว่า (อุ๊ย...คุณหมอไม่ได้หลอกดาวใช่ปะ) เจ็บตัวก็น้อยกว่า (โอ้ว...ในฝันเลยนะนั่น) ระยะฟื้นตัวสั้นมาก (ว้าว...งั้นก็ได้ไปลั้ลลาเร็วขึ้นดิ) หลายคนฟังแล้วไม่ต้องคิดหลายตลบ รีบเซย์ “เยส” สะบัดบ๊อบใส่การผ่าตัดเปิดแผลหน้าท้องใหญ่ๆ แบบเดิมทันที 5555



ทำไมการผ่าตัดผ่านกล้องถึงมาพร้อมสโลแกน “แผลเล็ก เจ็บน้อย ฟื้นตัวเร็ว” ได้ ก็คงต้องมาดูถึงเทคนิคการทำกัน ขอยกตัวอย่างโรคนิ่วในถุงน้ำดีซึ่งปัจจุบันนิยมผ่าตัดผ่านกล้องมากที่สุด ขั้นตอนการผ่าตัดก็คือ คุณหมอจะเจาะผ่านผนังหน้าท้องเข้าไปในช่องท้อง แล้วสอดกล้องขนาด 0.5 – 1 เซนติเมตร เข้าไปส่องหารอยโรค จากนั้นจะเจาะผนังหน้าท้องเพิ่มอีก 2 - 3 รู แล้วใส่เครื่องมือผ่าตัดขนาดใกล้เคียงกันเข้าไปทำการผ่าตัด โดยขณะผ่าตัดจะดูภาพผ่านจอทีวีไปด้วยซึ่งจะเห็นภาพพร้อมกันทั้งคุณหมอที่ผ่าตัดและคุณหมอช่วยผ่าตัด 

ผ่าตัดเปิดหน้าท้อง เห็นรอยแผลเป็นยาว
ผ่าตัดผ่านกล้อง แผลผ่าตัดมีขนาดเล็ก

เนื่องจากการผ่าตัดเป็นเพียงแค่การเจาะผ่านกล้ามเนื้อเข้าไป ไม่ต้องตัดกล้ามเนื้อเยอะเหมือนผ่าเปิดหน้าท้อง เพราะทั้งกล้องทั้งเครื่องมือผ่าตัดเล็กซะขนาดนั้น การบาดเจ็บจึงน้อย การฟื้นตัวของร่างกายก็เลยเร็วขึ้น หลังผ่าตัดไม่นานคุณหมอก็จะให้เริ่มกินได้ เรียกว่ากินเร็วกว่าผ่าตัดแผลใหญ่ พอฟื้นตัวเร็วยังงี้ ก็ไม่มีเหตุผลที่คุณหมอจะรั้งตัวไว้ที่โรงพยาบาล ส่วนใหญ่ก็จะกลับบ้านไปใช้ชีวิตหรือทำกิจกรรมปกติได้ภายในไม่กี่วันหรืออาจจะซักหนึ่งสัปดาห์

ส่วนเทคนิคที่ว่าทำไงให้ภายในช่องท้องมีพื้นที่มากพอให้เครื่องมือผ่าตัดทำงานได้สะดวก คุณหมอก็จะใส่ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เข้าไปให้ช่องท้องขยายตัวค่ะ ที่เลือกก๊าซตัวนี้ก็เพราะเป็นก๊าซไม่ติดไฟ เวลาคุณหมอเค้าผ่าตัดมันจะมีการตัดหรือจี้เนื้อเยื่อด้วยไฟฟ้าไง ถ้าขืนใช้ก๊าซที่ติดไฟได้ เดี๋ยวไฟได้ลุกกันพรึบพรับบรรลัยกันหมด


เหมือนจะเป็นของใหม่ยังงี้ก็มิได้หมายความว่าการผ่าตัดผ่านกล้องเพิ่งจะมาคิดค้นกันหรอกนะ จุดเริ่มต้นของการผ่าตัดผ่านกล้องต้องย้อนกลับไปร่วมร้อยกว่าปี นั่นคือในปี ค.ศ. 1902 คนแรกที่ทำการส่องกล้องผ่านรูเล็กๆเข้าไปดูอวัยวะในตัวสุนัขได้สำเร็จเป็นชาวเยอรมันชื่อ  Georg Kelling ค่ะ ครั้นถึงปี คศ. 1910 ก็มีรายงานความสำเร็จของการผ่าตัดผ่านกล้องในคนเป็นครั้งแรก จนกระทั่งหลังปี คศ. 1950 แล้วนั่นแหละจึงได้มีการพัฒนาเครื่องไม้เครื่องมือกันขนานใหญ่ ส่วนการใช้กล้องรับภาพเพื่อส่งเข้าฉายในจอทีวีนั้นมาประสบความสำเร็จเอาราว ปี ค.ศ. 1990 นี้เอง

หลังจากนั้นการผ่าตัดผ่านกล้องก็ก้าวหน้าราวติดปีก ถึงตอนนี้เครื่องไม้เครื่องมือพัฒนาไปมาก อย่างกล้องรับภาพก็พัฒนาจนเห็นภาพได้ละเอียดมาก ระดับ HD หรือ High definition กันเลยทีเดียว หรือจะเป็นกล้องสามมิติ 3D ก็มีนะเออ เอากะเค้าสิ รวมถึงพัฒนาจอภาพทีวีให้มีความละเอียดมากขึ้นด้วย ส่วนวิธีการผ่าตัดก็แจ่มไม่แพ้กัน นอกจากการผ่าตัดเจาะแผลหน้าท้องหลายๆ รู แล้ว ยังพัฒนาเทคนิคผ่าตัดโดยเจาะแผลเพียงรูเดียวที่สะดือมาเอาใจคนรักสวยรักงาม แต่ต้องบอกก่อนว่าถ้าผ่าแบบแผลเดียวจะใช้เวลาผ่าตัดนานกว่า และเสี่ยงเกิดผลข้างเคียงมากกว่า และที่ก้าวหน้าสุดๆ เห็นจะเป็นการผ่าตัดผ่านกล้องโดยใช้หุ่นยนต์ (Robotic surgery) ไม่ต้องต๊กกะจายว่าหุ่นยนต์จะมาแย่งงานคุณหมอซะหมด ที่ต้องคิดค้นหุ่นยนต์มาช่วยก็เพราะบางทีการทำผ่าตัดด้วยมือมันมีข้อจำกัด อย่างบางทีรอยโรคมันอยู่ในมุมที่คับแคบเกินไป ก็ต้องอาศัยแขนกลเล็กๆ ของหุ่นยนต์นี่แหละมาช่วย เพราะแขนกลจะหมุนเปลี่ยนทิศทางในที่คับแคบได้ดีกว่ามือคนเยอะ แต่เทคนิคล้ำๆ อย่างนี้ก็มาพร้อมราคาที่แพงหูฉี่ แถมในบ้านเราก็ใช้เทคนิคนี้เฉพาะบาง รพ. เท่านั้น


เอาล่ะ ทีนี้มาดูกันว่าการผ่าตัดผ่านกล้องทำอะไรได้มั่ง ที่นิยมสุดก็เห็นจะเป็นการนำมาใช้ผ่าตัดโรคนิ่วในถุงน้ำดี  ส่วนอวัยวะอื่นๆ ในช่องท้อง เช่น ไส้ติ่ง กระเพาะอาหาร ตับ ตับอ่อน  ไต ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ ต่อมหมวกไต ฯลฯ ก็รักษาได้ อย่างคนไข้ที่เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ก็ผ่าตัดผ่านกล้องเข้าไปตัดต่อลำไส้ได้ หรือตัดต่อลำไส้ที่อุดตัน ตัดต่อท่อน้ำดีก็ยังได้ คนอ้วนมากๆ ก็มีการนำเทคนิคนี้ไปใช้ตัดต่อกระเพาะอาหารและลำไส้เล็ก ทางสูตินรีเวชก็นำเทคนิคนี้ไปใช้อยู่ไม่น้อย เป็นต้นว่า ต้องการตรวจวินิจฉัยว่าเป็นอะไรกันแน่ เช่น คนไข้มีภาวะปวดท้องน้อยเรื้อรังไม่ทราบสาเหตุ หรือมีบุตรยาก คุณหมอก็จะเจาะหน้าท้องเพื่อส่องกล้องตรวจดู หรือรักษาความผิดปกติอื่นๆ เช่น ผ่าตัดปีกมดลูก, ท้องนอกมดลูก, ช็อกโกแลตซีสต์, ถุงน้ำรังไข่, ผ่าตัดเนื้องอกมดลูก, ผ่าตัดมดลูก, ผ่าตัดเลาะพังผืดในช่องท้อง เป็นต้น


นอกจากการผ่าตัดทางช่องท้องแล้ว ทางช่องทรวงอกก็ทำได้เช่นกันค่ะ เช่น เข้าไปตัดต่อมน้ำเหลืองเพื่อตรวจวินิจฉัยมะเร็งปอด, ตัดปอดในคนไข้ที่เป็นมะเร็งปอด, ตัดเยื่อหุ้มปอดเพื่อวินิจฉัยโรคปอด, ตัดต่อหลอดอาหารในคนไข้มะเร็งหลอดอาหาร เป็นต้น


เอ้า...ยังไม่หมดแค่นั้นค่ะ การผ่าตัดผ่านกล้องยังนำมาใช้ผ่าตัดในบางตำแหน่งของร่างกายที่ผ่าแล้วทิ้งรอยแผลเป็นหราทำให้รู้สึกเสียเซลฟ์ได้ด้วยค่ะ อย่างการผ่าตัดต่อมไทรอยด์ ผ่าทีเห็นรอยแผลเป็นขวางลำคอ ถึงจะอาศัยรอยพับของผิวช่วยอำพรางแต่บางทีก็ยังตำตาอยู่ดีแหละ หรือคนไข้ที่มีก้อนเนื้องอกในเต้านม ถึงจะซ่อนอยู่ในร่มผ้าแต่ลึกๆแล้วก็ไม่อยากให้มีแผลเป็น ใครไม่เห็นก็ตรูนี่แหละเห็น  คนไข้ที่เข้ารับการผ่าตัดหลอดเลือดดำที่ขาก็เหมือนกัน แทบร้อยทั้งร้อยไม่อยากให้ทิ้งรอยแผลเป็นไว้บนเรียวขาแน่ๆ นั่นล่ะค่ะที่การผ่าตัดผ่านกล้องจะเป็นอัศวินขี่ม้าขาวมาช่วย  โดยคุณหมอจะเจาะรูในตำแหน่งที่ซ่อนรอยแผลได้ เช่น รักแร้ แล้วสอดเครื่องมือผ่านช่องใต้ผิวหนังไปยังตำแหน่งที่ต้องการรักษา

พูดๆมาดูเจ๋งดูดี แล้วผลเสียล่ะมีบ้างมั้ย? ขึ้นชื่อว่าการผ่าตัดยังไงก็ต้องมีอยู่แล้วล่ะ ถ้าเทียบกับการผ่าตัดแบบเปิดแผลขนาดใหญ่แล้ว โอกาสที่จะติดเชื้อ หรือเลือดออกขณะผ่าตัดหรือหลังผ่าตัดก็จะน้อยกว่า แต่ถ้าระหว่างผ่าตัดดันเกิดมีอะไรผิดพลาดขึ้นก็มักจะรุนแรงกว่าผ่าเปิดแผลใหญ่นะคะ เช่น ถ้าหลอดเลือดใหญ่ทะลุ การห้ามเลือดก็จะทำได้ช้ากว่าการเปิดแผลแบบกว้างๆ เป็นต้น แต่ความผิดพลาดที่ว่ามานั้นโอกาสพบน้อยมากนะคะ ไม่ต้องตกใจ ที่ต้องบอกให้รู้เพราะไม่อยากให้มาด่าทีหลังว่าเอาแต่ข้อดีมาบอก ถ้าจะให้แนะนำก็คงต้องเลือกคุณหมอที่เชี่ยวชาญหรือมีประสบการณ์สูงๆ ดีที่สุด

เรียกว่าดีและแทบจะปลอดภัยขนาดนี้ก็ทำผ่าตัดด้วยวิธีนี้ไปซะทุกคนก็หมดเรื่องว่ามะ แหม่...ใจเย็นค่ะ เพราะค่ารักษาแอบแพงเอาเรื่องอยู่ แต่ถ้าทำเป็นมองๆ ข้ามเรื่องราคาไป ก็ใช่ว่าทุกคนจะทำได้ค่ะ คนที่ไม่เหมาะกับการผ่าตัดด้วยวิธีนี้ก็อย่างเช่น  คนที่มีโรคประจำตัวบางชนิด เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคปอด โรคอ้วน คนไข้ที่เคยผ่าตัดใหญ่ที่อาจจะมีพังผืดในช่องท้องมาก คนไข้ที่มีเนื้องอกขนาดใหญ่มาก หรือลำไส้บวมพองจนไม่มีช่องว่างในท้อง  เป็นต้น คุณหมอก็จะแนะนำให้ผ่าเปิดแผลใหญ่ไปเลย ไม่ต้องเสี่ยงทั้งคนไข้ทั้งคนผ่า ก็อย่าไปเซ้าซี้คุณหมอเค้าล่ะ เชื่อเหอะยังไงคุณหมอก็ต้องเลือกทางที่ดีที่สุดให้คนไข้เสมอ




ขอบคุณภาพประกอบ  : http://karimnawfal.com