วันอังคารที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

เรื่อง ‘สิว’ ไม่ชิวนะจ๊ะ

       แค่ได้ยินว่า สิว ก็อยากกรี๊ดสลบแล้วล่ะ โดยเฉพาะน้องๆ วัยรุ่นวัยใสเอ๊าะๆ แหม่...เป็นแล้วเสียเซลฟ์สุดๆ แล้วไอ้สิวเจ้ากรรมก็ดันเป็นบ่อยในช่วงวัยนี้ซะด้วย เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเพศ โดยร่างกายจะผลิตฮอร์โมนเพศเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะกระตุ้นให้ต่อมไขมันทำงานหนักขึ้น  สถานการณ์จะเริ่มดีขึ้นเมื่อพ้นช่วงวัยรุ่นไปแล้วนั่นแหละ และส่วนใหญ่สิวจะหายไปหลังอายุ 25 ปี แต่ก็มีเหมือนกันที่อายุสี่ห้าสิบแล้วก็ยังเป็นอยู่


มาดูสาเหตุอื่นๆ ที่ทำให้เกิดสิวกันมั่ง

1.  กรรมพันธุ์
2. ติดเชื้อแบคทีเรีย พีแอคเน่ (P. acnes) แบคทีเรียชนิดนี้จะไปย่อยไขมันในต่อมไขมันให้เป็นกรดไขมันอิสระ ทำให้เกิดการระคายเคืองที่ผิวหนังบริเวณต่อมไขมัน
3. ความเครียดกังวล อดนอนหรือนอนดึก จะกระตุ้นให้ต่อมใต้สมองหลั่งสารชนิดหนึ่งออกมากระตุ้นให้ต่อมไขมันทำงานเพิ่มขึ้น สังเกตมั้ยว่าคนนอนดึกตอนเช้าตื่นมาหน้าจะมันกว่าปกติ
4.  ใช้เครื่องสำอางไม่ได้มาตรฐาน หรือไม่เหมาะกับสภาพผิวหน้า ทำให้ผิวหน้าแห้งหรือมันเกินไป
5.  ล้างหน้าแรง ๆ เช็ดถูหน้าบ่อยๆ หรือคนที่ชอบนวดหน้า อาจมีอาการระคายเคืองจากสารเคมีในครีมนวดหน้าทำให้เกิดสิวอักเสบได้

รู้ต้นเหตุกันล่ะ ทีนี้ถ้าไม่อยากให้ผิวสวยๆ เห่อไปด้วยสิว ควรจะทำยังไง ถ้าเป็นสิวในวัยรุ่นที่ฮอร์โมนกำลังพลุ่งพล่านหรือใครที่มีกรรมพันธุ์ตกทอดมาจากพ่อแม่นี่ ก็คงต้องทำใจล่ะนะ แล้วไปหาทางป้องกันทางอื่นเอา อย่างวัยรุ่นที่มีโอกาสเป็นสิวง่ายอยู่แล้ว แล้วยังมาเครียดกังวลในช่วงเวลาใกล้สอบอีก ก็อาจมีสิวเห่อขึ้นได้ ดังนั้นน้องๆ จึงควรตั้งใจเรียนจะได้ไม่ต้องเคร่งเครียดมากนักเวลาใกล้สอบ และหากิจกรรมที่ผ่อนคลายทำบ้าง

เอาล่ะ ไม่อยากให้เกิดสิวหรือมีสิวน้อยลง ควรทำไงบ้าง ไปดูกันค่ะ

ล้างหน้า...ล้างให้ถูกวิธี 
ใครที่คิดว่าล้างหน้าบ่อยๆ จะไม่เป็นสิวเปลี่ยนความคิดซะ! การล้างหน้าบ่อยๆ จะทำให้ผิวสูญเสียน้ำมัน ต่อมไขมันก็จะผลิตน้ำมันออกมาชดเชยทำให้เป็นสิวได้ ให้ล้างหน้าแค่วันละ 2 ครั้งก็พอ สบู่หรือครีมล้างหน้าที่ใช้ก็ควรเลือกแบบอ่อน ไอ้ประเภทผสมน้ำหอมนี่เลิกใช้ไปซะ เพราะทำให้ผิวระคายเคืองและเกิดสิวได้ เวลาล้างหน้าก็กรุณาเบามือสักนิด ไม่ใช่ถูเอาเป็นเอาตาย จนผิวระคายเคืองทีนี้ก็ได้กระตุ้นให้สิวกำเริบหนักไปอีก ส่วนสาวหน้ามันอนุญาตให้ล้างหน้าเพิ่มได้อีก 1 ครั้งในช่วงกลางวัน  



ฉลาดใช้เครื่องสำอาง
-    เลือกเครื่องสำอางที่เหมาะกับสภาพผิว
-   บอกลาเครื่องสำอางประเภทครีมที่มีปริมาณน้ำมันค่อนข้างสูง อย่างเช่น ครีมรองพื้น ครีมก่อนนอน ครีมบำรุงผิว เป็นต้น
-  สาวๆ ที่แต่งหน้า ก่อนนอนต้องล้างเครื่องสำอางออกให้หมด ไม่ต้องทำตัวเป็นนางเอกละคร นอนทั้งๆ ที่หน้ายังจัดเต็มล่ะ

รบกวนผิวหน้า...อย่าให้บ่อย
สาวๆ ที่ชอบขัดหน้า จะขัดเองหรือไปนอนให้ช่างทำให้ ต้องระวังค่ะ การขัดหน้าอย่างรุนแรงจะทำให้ผิวระคายเคืองได้ ส่วนใครที่ชอบสัมผัสผิวหน้าบ่อย ๆ ไม่ว่าจะตั้งใจหรือทีเผลอ ก็ให้พยายามเลิกพฤติกรรมนี้ซะ

ทำเรื่องเหล่านี้ได้...ส่งผลดีแน่
-   ลดความเคร่งเครียด วิตกกังวลลงซะ
-   พักผ่อนให้เพียงพอ อย่านอนดึก อย่าอดนอน
-   ออกกำลังกายเป็นประจำ “มีวินัยๆ” ท่องไว้
-  กินอาหารที่มีประโยชน์ อย่าตามใจปากมาก อาหารขยะเพลาๆ ลงบ้าง


ขุดสารพัดวิธีมาใช้ก็แล้ว สิวยังตามรังควานไม่เลิก ถ้าไม่อยากทนเห็นหน้าสวยๆ มีสิวผุดตรงนู้นตรงนี้ สเต็ปต่อไปแนะนำให้พบคุณหมอ ใครคิดพึ่งครีมรักษาสิวในท้องตลาด ต้องดูดีๆ ไม่งั้นอาจเจอยาปลอมทำหน้าพังกว่าเดิม ยุ่งเลยนะ ถ้าคิดจะรักษาควรรักษาตั้งแต่ยังเป็นน้อยๆ จะได้ผลดีกว่า แถมลดโอกาสดื้อยาด้วย

ไปพบคุณหมอแล้ว หมอจะทำอะไรให้มั่ง
โดยทั่วไปการรักษาสิวจะมีอยู่ 2 วิธีหลักๆ คือ
-    กินยา
-    ทายา


จะกินหรือจะทา หรือใช้คู่กัน คุณหมอจะดูจากสภาพคนไข้ เช่น คนไข้เป็นสิวชนิดไหน รุนแรงมากน้อยเพียงใด ไม่ใช่ใครมาก็สูตรเดียวกันหมด และอาจใช้การรักษาเสริมอื่นพ่วงด้วย เป็นต้นว่า
-   ถ้าสิวมีการอุดตันมาก อาจต้องกดสิว
-   ถ้าสิวมีการอักเสบมาก ๆ เช่น สิวหัวช้าง อาจต้องฉีดยาให้ยุบเร็วขึ้น

ส่วนใหญ่คนเป็นสิวจะใจร้อน ไปเจอหมอวันนี้พรุ่งนี้อยากให้สิวหายล่ะ แหม่...คุณหมอเค้าก็ลำบากใจนะคร้า สิวจะดีขึ้นช้าเร็วขึ้นกับเป็นสิวรุนแรงแค่ไหน ถ้าเป็นน้อย ๆ พอขำๆ อาทิตย์เดียวก็อาจกลับมาหน้าปิ๊งได้ แต่ถ้าเป็นพวกสิวอักเสบหนักๆ หรือสิวหัวช้างก็อาจใช้เวลาเป็นแรมเดือน หรือนานกว่านั้น ก็ต้องใจเย็นกันนิดนึง


ไอ้ที่ต้องเตือนเห็นจะเป็นคนที่เป็นสิวแล้วชอบแกะ กด บีบสิว อยากปราดเข้าไปตีมือนัก รู้มั้ยว่าพฤติกรรมยังงี้แหละที่ทำให้ผิวหน้าเกิดรอยดำ เป็นแผลเป็น ผิวหน้าขรุขระเป็นหลุมเป็นบ่อ เพราะการไปบีบไปเค้นจะทำให้สิวยิ่งอักเสบมากขึ้น ฉะนั้นก็หักห้ามใจห้ามมือกันด้วยล่ะ


แต่ถ้าพลาดไปแล้วสิวหายทิ้งรอยดำ แผลเป็น รอยขรุขระไว้ ก็อย่าเพิ่งเสียกำลังใจ เดี๋ยวนี้มีวิธีแก้ไขหลายวิธี ง่ายหน่อยก็ทายา ยุ่งยากขึ้นมาอีกนิดก็ทำไอออนโต กรอผิว ใช้เลเซอร์ช่วยก็ยังได้ แต่ถ้าไม่อยากต้องมาตามแก้กันทีหลังล่ะก็ ป้องกันตั้งแต่แรกด้วยการไม่กด แกะ บีบ สิวดีที่สุด


วันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2558

เพิ่มพัฒนาการ...ด้วย HBO

พูดเรื่อง HBO มาก็หลายตอนแล้ว คงพอเป็นข้อมูลในการรักษาบ้างนะคะ ก่อนจากกันขอฝากอีกหนึ่งเรื่องสำหรับคุณพ่อ คุณแม่ ที่ลูกน้อยมีความผิดปกติทางสมอง หรือพิการทางสมอง ซึ่งต้องนั่งมองลูกเติบโตด้วยความเศร้าใจ ท้อแท้ใจ เนื่องจากลูกไม่สามารถเติบโตได้เหมือนเด็กปกติทั่วไป




เด็กที่มีความผิดปกติทางสมอง หรือพิการทางสมอง จะมีปัญหาในการเคลื่อนไหว กล้ามเนื้ออ่อนแรง งุ่มง่าม เคลื่อนไหวช้า การทรงตัวไม่ดี บางทียังพบความบกพร่องอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น บกพร่องการได้ยิน การมองเห็น การเรียนรู้ เป็นต้น โอ้โฮ...แต่ละอาการนี่ขนาดไม่ใช่ลูกเราเองยังทำใจยากเลย หัวอกคนเป็นพ่อเป็นแม่ถ้าจะทุกข์ใจแสนสาหัสก็คงไม่แปลก


จะปวดใจแค่ไหนก็ตาม สิ่งที่ต้องทำก็คือยอมรับความเป็นจริง แล้วก็เดินหน้าต่อไป ฉะนั้นก็อย่าท้อกันซะก่อน พ่อแม่หลายรายพยายามมองหาวิธีการที่จะช่วยให้ลูกดีขึ้น ซึ่งการดูแลรักษาเด็กเหล่านี้ไม่สามารถใช้วิธีการใดวิธีการหนึ่งได้แบบเบ็ดเสร็จ ต้องใช้หลายๆ วิธี ปรึกษาหมอหลายๆ แขนง เป็นการรักษาแบบบูรณาการ ถึงจะช่วยให้ลูกมีพัฒนาการขึ้นมาได้บ้าง คงไม่ได้ขนาดลุกขึ้นมาวิ่งปร๋อ แต่ถ้ามีพัฒนาขึ้นบ้างพ่อแม่ก็ชุ่มชื่นหัวใจแล้วล่ะ

การรักษาด้วย HBO เป็นวิธีหนึ่งที่มีการพูดถึงกันพอสมควร เพราะจากผลการรักษาของคุณหมอในหลาย ๆ ประเทศ และผลการวิจัยของ American College of  Hyperbaric Medicine พบว่า การรักษาด้วย HBO ในเด็กผิดปกติทางสมอง CP (Cerebral Palsy) เด็กออทิสติก เด็กสมองพิการจากขาดออกซิเจนหลังคลอด เด็กเหล่านี้มีการพัฒนาที่ดีขึ้นค่ะ


ผลการรักษาด้วย HBO ดังว่านี้ คนทั่วไปฟังแล้วอาจฟังผ่าน แต่สำหรับพ่อแม่ที่มีลูกเป็นเด็กพิการทางสมองคงรู้สึกว่า เฮ้ย...รู้สึกมีกำลังใจขึ้นเยอะเลย

อย่างที่ทราบกันว่าสมองเป็นอวัยวะสำคัญที่ช่วยแปลสัญญาณของเส้นประสาท และกระตุ้นให้ร่างกายเคลื่อนไหว เช่น การนั่ง ยืน เดิน วิ่ง รวมทั้งควบคุมความรู้สึกนึกคิด และการเรียนรู้ ตลอดจนการเติบโตของร่างกาย ซึ่งสาเหตุที่ทำให้สมองผิดปกติหรือพิการได้นั้น ส่วนใหญ่เกิดจากเซลล์สมองขาดออกซิเจนที่เพียงพอ ทำให้เซลล์สมองไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ไม่สามารถกระตุ้นให้ร่างกายเคลื่อนไหวได้อย่างปกติ หรือไม่สามารถควบคุมความรู้สึกนึกคิดได้

         
       
         การรักษาด้วย HBO โดยการหายใจรับเอาออกซิเจนบริสุทธิ์ 100% เข้าไป ภายใต้ความกดบรรยากาศสูง ทำให้ออกซิเจนซึมเข้าสู่เซลล์ของร่างกาย รวมถึงการช่วยให้ออกซิเจนในเลือดไหลเวียนเพิ่มขึ้นในส่วนที่สมองขาดออกซิเจน จึงช่วยซ่อมแซมหรือกระตุ้นเซลล์สมองในส่วนที่ไม่ทำงานให้เริ่มทำงานมากขึ้น ส่งผลถึงการรับรู้, การเคลื่อนไหว, การเรียนรู้ของเด็ก

การทำ HBO ในเด็กกลุ่มนี้ คุณหมอจะปรับความดันที่ 1.3 ATA เทียบเท่าการดำน้ำประมาณ 3 เมตร ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ในช่วงที่ทำ 40 ครั้งแรก ควรทำสัปดาห์ละ 3-5 ครั้ง หลังจากนั้นจะมีการประเมินอาการของเด็กเพื่อวางแผนการรักษาต่อ แต่ก็อย่างที่บอกว่า HBO ไม่ใช่คำตอบเบ็ดเสร็จ ต้องใช้การรักษาอื่นควบคู่ไปด้วยจึงจะได้ผลดี เช่น กุมารแพทย์, อายุรแพทย์, นักกายภาพบำบัด, นักโภชนาการ เป็นต้น

ฝากเรื่อง HBO ไว้พอหอมปากหอมคอแค่นี้นะคะ แล้วจะมาอัพเดทเรื่องใหม่ๆ ครั้งต่อไปค่ะ




ขอบคุณข้อมูล & ภาพประกอบ   :  รพ.ยันฮี

วันอังคารที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ปวดหัวไมเกรน HBO ก็ช่วยได้นะ

       
  
         โอ๊ย โอ๊ย...ไมเกรน แค่คิดก็จี๊ดแล้วล่ะ ไม่ร้ายแรงแต่ร้ายกาจนะจ๊ะ ไอ้อาการปวดตุบๆ ที่ขมับข้างเดียวเนี่ย บางทีมีสับขาหลอกปวดสลับข้าง หรือบางคนซ้ำร้ายปวดพร้อมกันทีเดียว 2 ข้างก็มี จะปวดแบบไหนก็ ทรม้าน ทรมาน สุดๆ บางรายมีอาการตาพร่า ตาลาย เห็นแสงสีรุ้ง คลื่นไส้ อาเจียน แถมมาอีก บอกเลยขนาดเป็นแค่ประเดี๋ยวประด๋าวยังเซ็งไปทั้งวัน มีนะที่ยืนระยะเป็นกันข้ามวันข้ามคืน ต้องลางานนอนพัก เสียการเสียงานไปอีก เฮ้อ  

  ส่วนใหญ่คนที่เป็นไมเกรนบ่อยๆ จะรู้วิธีรับมือกับโรคนี้ เป็นต้นว่า...
  ·   จะพยายามหลีกเลี่ยงสิ่งที่กระตุ้นให้เกิด คนเป็นไมเกรนมักจะรู้ตัวแหละว่าอะไรเป็นตัวกระตุ้นให้เกิด ประสบการณ์มันจะสอนไง ส่วนใครยังไม่รู้ก็ลองสังเกตดู สำหรับสิ่งกระตุ้นให้เกิดนี่ก็มีหลากหลายค่ะ อาทิ มีแสงสว่างจ้าเข้าตา, ใช้สายตาเพ่งดูอะไรนาน ๆ, อยู่ในที่ที่มีเสียงจอแจ, ดื่มกาแฟจัด, สูดดมกลิ่นฉุน ๆ, อดนอนหรือนอนมากเกินไป, ออกกำลังกายหักโหมเกินไป, มีความเครียดทางอารมณ์, อยู่ในที่ร้อนหรือเย็นเกินไป เป็นต้น

  ·    เมื่อมีอาการก็จะนั่งหรือนอนพักในห้องสลัว ๆ เงียบ ๆ อากาศถ่ายเทสะดวก ส่วนใหญ่อาการก็จะทุเลาไปได้เอง


  ·    บางคนต้องพึ่งยาแก้ปวดแล้วนอนหลับสักตื่นถึงจะเอาอยู่ เรื่องยาแก้ปวดเนี่ย มีทริคในการกินด้วยนะ ไม่ใช่นึกจะกินตอนไหนก็กิน ยังงั้นเสียของค่ะ ถ้าอยากเห็นผลต้องรีบกินยาทันทีที่เริ่มรู้สึกว่ามีอาการ แล้วบางทีไอ้ยาแก้ปวดธรรมดาอย่างพาราอะไรนี่ก็ไม่ได้ผลนะ  จะต้องเป็นยาเม็ดกลุ่ม Ergot  ซึ่งควรให้หมอเป็นคนสั่งให้ อย่าซื้อเอง
  
เครื่อง HBO
   คนที่ปวดไมเกรนบ่อยๆ ก็จะรับมือแนวๆ นี้แหละ จะมีฉีกไปบ้างก็อย่างการฝังเข็ม แล้วที่ไม่ค่อยมีใครรู้ ขนาดผู้เขียนเองก็เพิ่งทราบว่าช่วยลดปวดไมเกรนได้ แถมได้ยินว่าได้ผลดีซะด้วยก็คือ การรักษาด้วย HBO
   
   ทำไมการรักษาด้วย HBO โดยให้คนไข้หายใจรับออกซิเจนบริสุทธิ์ 100% ภายใต้ความกดบรรยากาศสูงเข้าไปถึงช่วยลดปวดได้ ก็ต้องมาดูสาเหตุของอาการปวดหัวไมเกรนกันค่ะ 

   อาการปวดไมเกรนเกิดจากการหดและขยายตัวอย่างผิดปกติของหลอดเลือดแดงทั้งภายในและภายนอกกะโหลกศีรษะเป็นครั้งคราว ซึ่งการเข้าเครื่อง HBO จะทำให้คนไข้ได้รับออกซิเจนปริมาณสูงเข้าสู่ร่างกายส่งผลให้การเพิ่มของออกซิเจนในสมองมากขึ้น จึงไปช่วยกระตุ้นให้หลอดเลือดสมองหดตัว ความเร็วเฉลี่ยของการไหลเวียนเลือดในสมองลดลง และยังมีผลต่อเส้นทางและสารสื่อประสาทด้วย ส่งผลให้อาการปวดศีรษะไมเกรนลดลงได้

    

  การรักษาด้วย HBO ก็ง้าย ง่าย ถ้าไม่มีอาการไข้ หรือหวัด หรือโรคติดเชื้ออื่นใดก็เข้าเครื่องได้เลย การรักษาไมเกรนคุณหมอจะให้เข้าเครื่องนานประมาณ 1 - 2 ชั่วโมง ประมาณ 1 – 3 ครั้งต่อสัปดาห์ต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 1 เดือน ซึ่งความถี่ในการทำคุณหมอจะดูจากอาการของคนไข้เป็นหลัก

    



ใครได้ไปลองทำแล้วผลเป็นยังไงมั่ง มาเล่าสู่กันฟังบ้างนะคะ











ขอบคุณข้อมูล & ภาพประกอบ รพ.ยันฮี

วันจันทร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2558

คุณพ่อคุณแม่ที่ลูกน้อยเป็นออทิสติก...รู้จักไว้นะ HBO

     อยากมีลูกเป็นโซ่ทองคล้องใจ แต่ไม่วายกังวลว่าตอนคลอดลูกจะครบสามสิบสองมั้ย? ถ้าครบก็โล่งอก หลังจากนั้นก็ต้องมาลุ้นอีกว่าโตขึ้นจะปกติหรือเปล่า? หากไม่ปกติอย่างเช่นสังเกตว่าพัฒนาการของลูกเรามันทะแม่งๆ รีบแจ้นพาลูกไปหาหมอ แล้วหมอฟันธงเปรี้ยงว่าลูกเราเป็นออทิสติก โอ๊ย คนเป็นพ่อเป็นแม่แทบจะล้มทั้งยืนกันเลยทีเดียว
   


ออทิสติกเป็นความบกพร่องของพัฒนาการรูปแบบหนึ่งที่มีลักษณะเฉพาะ ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังไม่ทราบต้นสายปลายเหตุของโรคชัดเจน หากเทียบกับสมัยก่อนเดี๋ยวนี้เราได้ยินคำว่า “ออทิสติก” กันบ่อยขึ้น ซึ่งถ้าดูจากสถิติก็ไม่น่าแปลกใจ เพราะปัจจุบันพบว่า ในเด็กทุก 1,000 คน จะพบว่าเป็นออทิสติกถึง 6 คน หรือในเด็กปกติ 150  คน  จะพบ 1 คนที่เป็นออทิสติก และเชื่อว่าจริงๆ แล้วน่าจะมีเยอะกว่านี้ เพราะไม่ใช่พ่อแม่ทุกคนที่พบว่าลูกมีความผิดปกติแล้วจะพาลูกมาตรวจ


   เมื่อลูกน้อยเป็นออทิสติกแล้วยังไงต่อ พ่อแม่บางคนยังงงๆ ไปไม่ถูก บอกเลยว่าสุภาษิต “ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม” อย่างัดมาใช้เด็ดขาด การรักษาเด็กออทิสติกถ้าเริ่มตั้งแต่ช่วงอายุ 2-3 ขวบ จะรักษาอาการของโรคได้ผลดีกว่าปล่อยจนเด็กอายุมากขึ้น แล้วเลิกคิดไปเลยค่ะว่าโตแล้วเดี๋ยวก็หายเอง อันนี้ไม่จริงเลย ดังนั้นถ้าลูกพัฒนาการแปลกๆ รีบพาไปหาหมอ จะได้วินิจฉัยโรคได้เร็วว่าเป็นหรือไม่เป็นหรือเป็นอย่างอื่น ถ้าเป็นก็จะได้เริ่มรักษากันตั้งแต่อายุน้อย ๆ สำคัญต้องรักษาอย่างต่อเนื่องด้วย ซึ่งความก้าวหน้าในการดูแลรักษาคนไข้ออทิสติกที่พัฒนาขึ้นมากในปัจจุบัน ทำให้คนไข้มีอาการดีขึ้นได้ สามารถเรียนรู้ ปรับตัว ประกอบอาชีพ ใช้ชีวิตอยู่ร่วมในสังคม โดยพึ่งพาผู้อื่นน้อยที่สุดได้

ในการรักษาเด็กออทิสติก จะไม่ใช้แค่วิธีหนึ่งวิธีใดอย่างเดียว ถ้าจะให้ได้ผลดีต้องบูรณาการหลายวิธีเข้าด้วยกัน ตั้งแต่รักษาด้วยยาแผนปัจจุบัน, การฝึกพูด, ฝึกพัฒนาการ, กายภาพบำบัด, การใช้ออกซิเจนภายใต้ความกดบรรยากาศสูง หรือ HBO, การใช้วิตามินบี 12, การขับสารพิษ เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นวิธีการรักษาที่ช่วยให้แนวโน้มพัฒนาการของเด็กดีขึ้นได้


ความร่วมมือร่วมใจของคนในครอบครัวก็ถือว่าสำคัญมาก อย่าผลักภาระไปให้หมอหรือผู้เชี่ยวชาญอย่างเดียว โดยคนในครอบครัวต้องเข้าใจโรคที่เด็กเป็น มีเวลาให้ พร้อมที่จะนำวิธีการรักษาและคำแนะนำของหมอมาประยุกต์ใช้ที่บ้าน แล้วก็ต้องทำอย่างต่อเนื่องด้วย ถึงจะเหนื่อยแต่ถ้าเห็นพัฒนาการของลูกดีขึ้นก็คุ้มค่ะ


ทีนี้จะขอพูดเฉพาะการรักษาเด็กออทิสติกด้วย HBO ซึ่งทำกันมานานกว่า 10 ปีแล้วในต่างประเทศ ส่วนในประเทศไทยเพิ่งเริ่มต้นนำมาใช้รักษาเมื่อประมาณ 3 ปีนี้เอง
อย่างที่ได้บอกไปในตอนต้นว่าโรคออทิสติกนั้นยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด แต่จากการศึกษามีหลักฐานสนับสนุนว่าโรคนี้น่าจะเกิดจากการทำงานของสมองผิดปกติมากกว่าเป็นผลมาจากสิ่งแวดล้อม


จากการทำ SPECT Scan หรือเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ชนิดพิเศษของสมอง (MRI) ในผู้ป่วยออทิสติกบางรายพบว่า มีเลือดมาเลี้ยงสมองน้อยกว่าปกติ ซึ่งพบได้ในสมองทั้งสองข้าง การที่มีเลือดมาเลี้ยงสมองน้อยลง ปริมาณออกซิเจนที่มาเลี้ยงสมองย่อมน้อยลงไปด้วย ดังนั้นถ้าสามารถเพิ่มออกซิเจนให้แก่ส่วนของสมองที่มีเลือดมาเลี้ยงน้อยลงนี้ได้ ก็ย่อมส่งผลดีแน่นอน ด้วยหลักการง่ายๆ ดังกล่าวจึงได้มีการนำ HBO มาช่วยเพิ่มออกซิเจนให้กับสมองโดยการให้เด็กออทิสติกหายใจเอาออกซิเจนบริสุทธิ์ 100% ภายใต้ความดันสูงเข้าไป เมื่อสมองได้รับออกซิเจนในปริมาณที่สูงขึ้น ก็จะช่วยซ่อมแซมหรือกระตุ้นเซลล์สมองในส่วนที่ไม่ทำงานให้เริ่มทำงานมากขึ้น ส่งผลถึงการรับรู้, การเคลื่อนไหว และการเรียนรู้ได้ และหากทำควบคู่ไปกับการรักษาอื่นๆ ก็จะทำให้เด็กมีพัฒนาการที่ดียิ่งขึ้น

เครื่อง HBO

    การรักษาเด็กออทิสติกด้วย HBO เด็กจะต้องเข้าไปอยู่ในห้องปรับบรรยากาศครั้งละ 1 ชั่วโมง ประมาณ 3-5 ครั้ง/สัปดาห์ ก่อนเข้าเครื่องคุณหมอจะประเมินเด็กก่อนว่าเข้าได้มั้ย เช่น ไม่เป็นไข้ ไม่เป็นหวัด และประเมิน BQ Test (Behavior Quotient Test) ในครั้งแรก และทำ BQ Test หลังการรักษาทุก 40 ครั้ง เพื่อวัดผลการรักษา

การที่เด็กต้องเข้าไปอยู่ในห้องปรับบรรยากาศ ก็ต้องมีพ่อ แม่ พี่เลี้ยง หรือใครก็ตามที่เด็กคุ้นเคยเข้าไปด้วย โดยทั่วไปเด็กออทิสติกจะกลัวสิ่งแปลกใหม่ เขาจะอยู่กับโลกหรือบุคคลที่เขาคุ้นเคยเท่านั้น จะว่าไปก็ไม่ใช่แต่เด็กออทิสติกหรอกค่ะ ต่อให้เป็นเด็กปกติก็คงไม่เอา เมื่อเข้าไปอยู่ในเครื่องแล้วในครั้งแรกเด็กอาจจะขัดขืนไม่ยอมสวมหมวกออกซิเจน ก็ไม่เป็นไร คุณหมอจะไม่ฝืนใจ ทางเจ้าหน้าที่ก็จะปรับความดันในห้องปรับบรรยากาศ ให้เล่นของเล่น มีลูกอมให้ทาน เพื่อให้เด็กคุ้นเคยกับบรรยากาศในเครื่อง ทำอย่างนี้สัก 2 -3 ครั้ง เด็กก็จะเริ่มวางใจว่าไม่มีอันตราย จากนั้นถึงจะให้เด็กสวมหมวกแล้วให้ออกซิเจนบริสุทธิ์ 100%


คุณพ่อคุณแม่ที่เข้าไปอยู่ในห้องปรับบรรยากาศกับเด็ก ไม่ต้องกังวลว่าจะเป็นผลเสียต่อสุขภาพ สำหรับตัวเด็กเองน่ะได้ประโยชน์เต็มๆ จากออกซิเจนบริสุทธิ์ 100% ผ่านทางหมวกที่สวมอยู่แล้วล่ะ ส่วนคุณพ่อคุณแม่ก็ได้รับออกซิเจนเพิ่มขึ้นด้วยถึงจะไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วยเท่าเด็ก เนื่องจากในเครื่องมีการปรับความดันเพิ่มขึ้นจึงช่วยผลักออกซิเจนเข้าสู่ร่างกาย คุณหมอเล่าว่าเคยมีคุณแม่บางท่านบ่นว่าเหนื่อยบ่อย ๆ พอเข้าไปกับลูกบ่อย ๆ บอกอาการเหนื่อยดีขึ้น บางคนที่ปวดศีรษะบ่อย เข้าไปอาการปวดก็ดีขึ้น นับเป็นผลพลอยได้ที่เชื่อว่าหลายคนต้องคาดไม่ถึงเชียวล่ะ!




ขอบคุณข้อมูล & ภาพประกอบ  :  รพ.ยันฮี


วันอาทิตย์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ว้าว..ไม่รู้จักไม่ได้แล้ว “HBO”

สมัยนี้มีการรักษาแปลกๆ ใหม่ๆ ผุดมาเรื่อยๆ จนบางครั้งถึงกับต้องร้องอุทาน  บร๊ะเจ้า! มันคืออัลรัยฟระ????
        
        ตัวอย่างที่เห็นชัดๆ ก็เรื่อง HBO ที่จะนำมาเล่าสู่กันฟังในตอนนี้นี่แหละ ไม่เชื่อก็ลองถามคนทั่วๆไปว่าเคยรู้จักหรือได้ยินคำนี้บ้างมั้ย  เกือบจะร้อยทั้งร้อยคงจะทำหน้างงให้คนถามเงิบ ผู้เขียนเองก็เพิ่งมีโอกาสรู้ว่ามีการรักษาด้วยวิธีนี้ไม่นานหลังจากไปอ่านเจอเข้าโดยบังเอิญ อ่านไปก็รู้สึกว่า เออ... HBO มันเจ๋งดีนะ จึงอดไม่ได้ที่จะหยิบเอาข้อมูลมาแบ่งปันกัน



คำว่า HBO ย่อมาจาก Hyperbaric Oxygen  ถ้าจะทับศัพท์แบบไทยๆ ก็ ไฮเปอร์แบริก บางทีไปเห็นคำว่า HBOT ก็ไม่ต้องตกใจ จะเรียกจะเขียนแบบไหนความหมายเดียวกันนั่นคือ เป็นการรักษาวิธีหนึ่งที่แพทย์จะให้คนไข้หายใจรับออกซิเจนบริสุทธิ์ 100% เข้าไปภายใต้ความกดบรรยากาศสูง ภายในห้องปรับบรรยากาศที่เรียกว่า อุโมงค์ออกซิเจน (Hyperbaric Chamber) ซึ่งแรงดันในห้องปรับบรรยากาศจะทำให้ปริมาณออกซิเจนที่ละลายในพลาสม่าสูงขึ้น 10-15 เท่า และทำให้ระดับของออกซิเจนในเลือดแดงสูงขึ้นตามมาด้วย เป็นผลให้ออกซิเจนแพร่ออกจากเส้นเลือดฝอยได้ไกลเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่า จึงไปเลี้ยงสมองและร่างกายส่วนปลายได้อย่างเพียงพอ

การที่ HBO ช่วยเพิ่มออกซิเจนอย่างเข้มข้นให้กับร่างกายดังกล่าว เป็นผลดีในการรักษาโรคหรือภาวะผิดปกติ ที่เกิดจากภาวะในร่างกายขาดออกซิเจน หรือบางครั้งเนื้อเยื่อต่าง ๆ ได้รับออกซิเจนในระดับที่ต่ำกว่าปกติค่ะ ซึ่งโรคที่รักษาด้วย HBO แล้วได้ผลดีมีอยู่หลายโรค จัดแยกเป็นกลุ่มได้ดังนี้



        ·       กลุ่มเด็กผิดปกติทางสมอง CP (Cerebral Palsy), เด็กออทิส
ติก, เด็กสมาธิสั้น, เด็กสมองพิการจากการขาดออกซิเจนหลังคลอด, โรคลมชัก, อัมพฤกษ์-อัมพาต การทำ HBO จะไปช่วยซ่อมแซมหรือกระตุ้นเซลล์สมองในส่วนที่ไม่ทำงานให้เริ่มทำงานมากขึ้น ส่งผลถึงการรับรู้, การเคลื่อนไหว และการเรียนรู้ของคนไข้

         ·       กลุ่มที่มีอาการปวดศีรษะเรื้อรังหรือไมเกรน HBO จะช่วยกระตุ้นให้หลอดเลือดสมองหดตัว ลดอาการปวดศีรษะได้

         ·       กลุ่มบาดแผลต่าง ๆ เช่น บาดแผลไฟไหม้, บาดแผลอักเสบเรื้อรัง, บาดแผลเท้าอักเสบจากเบาหวาน, บาดแผลไม่สมานภายหลังการฉายรังสี, แผลผ่าตัดทั่วไป หรือแผลศัลยกรรมความงาม, บาดเจ็บ ปวดบวม ฟกช้ำ จากการเล่นกีฬา HBO จะไปช่วยกระตุ้น
คอลลาเจน และไฟโบรบลาสต์ให้การสมานของแผลเร็วขึ้น, กระตุ้นการไหลเวียนเลือดให้ยุบบวมและลดอาการปวด


          ·       โรคหูดับ หรือสูญเสียการได้ยินอย่างฉับพลัน HBO จะไปช่วยรักษาภาวะพร่องออกซิเจนของหูชั้นใน กระตุ้นการไหลเวียนเลือดในหลอดเลือด ทำให้เกิดการซ่อมแซมบริเวณหูข้างที่เกิดโรคหูดับ



การนำ HBO มาใช้รักษาโรคต่างๆ อย่างที่ทำกันอยู่ทุกวันนี้ เพิ่งมาบูมในช่วงกว่า 10 ปีมานี้เองเมื่อแพทย์ฝั่งตะวันตกอย่างอเมริกา แคนาดา อังกฤษ ได้ทดลองนำ HBO มารักษาโรคต่างๆ  ที่เกิดจากภาวะขาดออกซิเจนแล้วพบว่ามันเวิร์ก แต่จริงๆ แล้ว HBO ไม่ใช่วิธีการรักษาที่ใหม่อะไรเลย ในบ้านเรามีการนำ HBO มาใช้รักษาโรคน้ำหนีบ (decompression sickness) ที่เกิดกับนักดำน้ำที่ดำน้ำระดับลึกและนานแล้วรีบขึ้นสู่ผิวน้ำอย่างรวดเร็ว ทำให้ร่างกายปรับตัวกับความกดอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วไม่ทันมานานกว่า 30 ปีแล้ว
         

         แล้วการเตรียมตัวเข้าห้องปรับบรรยากาศนี่ยุ่งยากมั้ย บอกเลยว่าชิลมาก ขอแค่อย่ามีอาการไข้หรือหวัดเล่นงาน ดับเบิ้ลเช็คอีกครั้งโดยคุณหมอว่าทำได้แน่ๆ ก็เข้าทำได้เลย  ขณะทำเตรียมใจไว้ด้วยเรื่องอาการหูอื้อ มักจะเกิดเล็กน้อยตอนปรับความดันขึ้นลง



การเข้าห้องปรับบรรยากาศก็ไม่ใช่คนไข้ใส่เสื้อผ้าชุดไหนมาก็เข้าไปทั้งยังนั้นนะ ต้องถอดเครื่องประดับและเปลี่ยนเป็นชุดที่เจ้าหน้าที่เค้าจัดไว้ให้ก่อน เวลาเข้าไปในเครื่องก็ต้องสวมหมวก (Hood) ออกซิเจนด้วย ซึ่งออกซิเจน 100% ก็จะถูกเปิดเข้าไปใน Hood นี่แหละ แล้วคุณหมอก็จะปรับความดันอากาศในเครื่องให้สูงขึ้น ซึ่งการปรับความดันอาจไม่เท่ากันในคนไข้แต่ละรายโดยจะพิจารณาจากลักษณะอาการหรือโรคที่เป็น รวมถึงเวลาที่อยู่ในเครื่อง บางเคสอาจแค่ชั่วโมงเดียว บางเคสอาจถึง 2 ชั่วโมง ส่วนตอนอยู่ในเครื่องจะนั่งหรือจะนอนก็เลือกเอาที่สบายใจ ถ้าเป็นเด็กก็จะมีของเล่นจัดไว้ให้เพื่อดึงความสนใจ และอนุญาตให้พ่อแม่ ผู้ปกครองเข้าไปอยู่ด้วยได้ ไม่งั้นได้แหกปากร้องกันวอร์ดแตกแน่  หรือไม่ก็ซนไม่อยู่นิ่งจนไม่เป็นอันรักษา พอครบเวลาที่กำหนดก็จะลดความดันอากาศให้ลงมาเท่ากับความกดบรรยากาศชั้นปกติ จากนั้นคนไข้ก็เปลี่ยนเสื้อผ้ากลับบ้านได้

         แต่ต้องบอกให้เตรียมใจกันไว้ก่อนนะว่า การรักษาด้วย HBO ไม่ใช่วิธีการรักษาที่จะเห็นผลเร็วทันตา บางคนไปตั้งความหวังเสียเริดหรูว่าทำไปครั้งสองครั้งอาการจะหายเป็นปลิดทิ้งก็มี บอกเลยว่าไม่ใช่ ก่อนที่จะพาลไปด่าคุณหมอ สิ่งที่คุณควรรู้เมื่อคิดจะรักษาด้วย HBO ก็คือ

         ·       จำนวนครั้งในการทำ ขึ้นกับโรคหรืออาการที่เป็น โดยคุณหมอจะเป็นผู้ประเมินและแจ้งให้ทราบ ซึ่ง
ส่วนใหญ่ก็ต้องทำกันหลายสิบครั้งกว่าจะเริ่มเห็นผล บางโรคต้องทำกันเป็นร้อยครั้งก็มี
        ·       คุณหมอมักแนะนำให้ทำ 3-5 ครั้ง/สัปดาห์ ต่อเนื่องไปเรื่อยๆ จนครบ ถ้าทำได้ยังงี้อาการก็จะดีขึ้นเร็วมากขึ้น
        ·       HBO จัดเป็นแค่การแพทย์ทางเลือกอย่างหนึ่งเท่านั้นค่ะ หมายความว่าอย่าหวังรักษาด้วยวิธีนี้วิธีเดียวแล้วจะหายขาด ต้องรักษาร่วมไปกับการรักษาอื่นๆ ด้วยจึงจะได้ผลดี
                

           ถ้าทำความเข้าใจตรงกันดีแล้วล่ะก็ หากจะรักษาด้วย HBO ก็มองหาสถานพยาบาลที่โดนใจได้เลย เช่น ราคาค่ารักษารับได้ เดินทางสะดวก ฯลฯ ในบ้านเรามี รพ.หลายแห่งที่เปิดให้บริการอยู่ค่ะ เช่น รพ.พระปิ่นเกล้า หรือ รพ.ทหารเรือ, รพ.วชิระภูเก็ต, รพ.ยันฮี, รพ.บำรุงราษฎร์, รพ.กรุงเทพ, รพ.ปิยเวช, รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ ที่สัตหีบ เป็นต้น ใครสะดวกที่ไหนเรียนเชิญจ้า



ขอบคุณข้อมูล & ภาพประกอบ : โรงพยาบาลยันฮี

วันศุกร์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

สาวอยากสลิม...น่าจะทำความรู้จัก “อัลตรา สลิม” ไว้นะ

        

        มาอีกล่ะ นวัตกรรมสลายไขมันส่วนเกิน กระชับสัดส่วน อัลตรา สลิม (Ultra Slim) ฟังแค่ชื่อก็ปังแล้วใช่มะ ก็คำว่า สลิม มันชวนให้ฝันว่าหุ่นจะสลิมสมชื่อไง แล้วจริงๆ ไอ้นวัตกรรมที่ว่านี่มันดีจริงหรือเปล่า คุณผู้อ่านที่สงสัยเหมือนกัน บอกเลยว่าไม่ต้องไปหาข้อมูลให้เสียเวลา เพราะผู้เขียนได้ไปสืบค้นมาฝากแล้วค่ะ

รู้ไว้ก่อน...กันหน้าแตก
ถ้าไปได้ยินคำว่า แอคเซนต์ อัลตรา (Accent Ultra) ก็ไม่ต้องตกใจ เฮ้ย! มีเทคโนโลยีใหม่ผุดมาอีกแล้วเรอะ Accent Ultra ก็คือ Ultra Slim สองคำนี้ความหมายเดียวกันค่ะ

Ultra Slim ทำอะไรได้บ้าง
        รู้แล้วต้องร้อง ว้าว กันเลยล่ะ


สลายไขมันส่วนเกินเฉพาะจุด อาทิ บริเวณใบหน้า 
ใต้คาง ต้นแขน เอว สะโพก ต้นขา หน้าท้อง ฯลฯ

ช่วยกระชับสัดส่วน

ลดเซลลูไลท์ หรือ ผิวเปลือกส้ม


Ultra Slim มีหลักการทำงานยังไง

ก็ไม่ได้ทำงานแบบข้ามาคนเดียวไง ตรงกับสุภาษิต “คนเดียวหัวหาย สองคนเพื่อนตาย” ค่ะ ก็เพราะว่า Ultra Slim จะเป็นการผสาน 2 เทคโนโลยีเพื่อความงามเอาไว้ด้วยกัน นั่นคือ การใช้พลังงานคลื่นอัลตร้าซาวด์ (Ultrasound) และ พลังงานคลื่นวิทยุ (Radio Frequency)
ส่วนของคลื่นอัลตราซาวด์ จะเป็นคลื่นที่จำเพาะเจาะจงในการทำให้เซลล์ไขมันแตกสลาย โดยไม่ทำลายเส้นเลือด และเส้นประสาทในบริเวณที่ทำ
ส่วนของคลื่นความถี่วิทยุ ช่วยเพิ่มการเผาผลาญไขมันใต้ผิวหนัง กระตุ้นให้เกิดการจัดเรียงตัวของเส้นใยคอลลาเจนให้เป็นระเบียบมากขึ้น กระตุ้นระบบไหลเวียนน้ำเหลืองทำให้เซลล์ไขมันที่แตกตัวถูกดูดซึม และไหลเวียนออกมาตามระบบน้ำเหลืองได้ดีขึ้น

วางใจ Ultra Slim ได้เพียงใด
·   เป็นการขจัดไขมันส่วนเกินโดยใช้เทคโนโลยีอันทันสมัย ไม่มีการลงมีดผ่าตัดให้เจ็บตัว
·   ไม่มีอาการเจ็บระหว่างทำ

      ·   มั่นใจได้ในประสิทธิภาพและความปลอดภัย เนื่องจาก Ultra Slim ผ่านการรับรองทั้ง อย. ไทย และ สหรัฐ





เตรียมตัวให้มั่นใจก่อนทำ

แพทย์จะตรวจเช็คประวัติ ถ้าร่างกายแข็งแรงดีไม่มีโรคประจำตัว สามารถทำได้เลย คนไข้ก็มักทำในวันที่มาพบหมอนั่นแหละ แต่บางคนสุขภาพไม่อำนวยไง หมอก็ต้องพิจารณาเป็นเคส ๆ ไป ไม่ใช่ตะพรึดตะพรือทำให้ เดี๋ยวจะเป็นอันตรายต่อคนไข้ อย่างคนที่เป็นมะเร็ง โรคหัวใจ เบาหวาน มีภาวะติดเชื้อ ตั้งครรภ์ และอีกหลายๆ ภาวะที่ไม่เหมาะจะทำ คุณหมอก็ต้องเบรกไว้ก่อน หน้าที่คุณคือบอกประวัติคุณหมอไปตามจริงเพื่อให้คุณหมอพิจารณาว่าคุณเหมาะจะทำได้หรือไม่ค่ะ



สเต็ปการทำ...ใครว่าน่ากลัว


·   เริ่มจากทาครีมในบริเวณที่จะทำการรักษา
·  หลังทาครีมแล้ว จะเริ่มใช้หัวยิงอัลตร้าซาวด์ปล่อยพลังงานลงไปตรงบริเวณที่ทำการรักษา แล้วนวดคลึงไปรอบๆ ขณะทำจะรู้สึกอุ่นๆ สบายๆ ตรงบริเวณที่ทำเล็กน้อย
·   หลังจากนั้นจะเปลี่ยนไปใช้หัวยิงคลื่นวิทยุโดยจะปล่อยพลังงาน เพื่อเพิ่มความกระชับของผิวให้มากขึ้น ขณะทำอาจรู้สึกร้อนตรงบริเวณที่ทำในระดับทนได้


·   ส่วนเวลาที่ทำต้องดูว่าบริเวณที่ทำมากน้อยแค่ไหน ถ้าน้อยก็ใช้เวลาน้อย ถ้าเยอะก็นอนทำนานหน่อย โดยเฉลี่ยจะใช้เวลาประมาณ 30-60 นาที
·   หลังรักษาเสร็จก็กลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติ ไม่ต้องพักฟื้นหรือคอยหลบหน้าผู้คน ข้อนี้โดนใจจริงๆ ค่ะ ก็ไม่อยากให้ใครรู้ว่าไปทำสวยมานี่เนอะ

ผลอาจมีบ้างหลังทำ...ไม่ต้องตกใจ

·  ผิวไปผ่านอะไรมายังงี้ ก็อาจมีบ้างที่ผิวจะแดงหรือเป็นสีชมพูระเรื่อ และรู้สึกอุ่นๆ บริเวณที่ทำ แต่อย่ากังวลเพราะไม่ได้เป็นไปตลอด แค่ช่วงสั้น ๆ 24 ชั่วโมงก็จะหายไป


·    ช่วง 3 วัน คนไข้ต้องทำอะไรมั่ง...(แล้วเคร่งครัดด้วยล่ะ)
-  ดื่มน้ำอย่างน้อย 8-10 แก้ว/วัน
-  หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายที่ต้องมีการเสียเหงื่อ
-  ห้ามอบซาวน่า
-  ห้ามดื่มแอลกอฮอล์

หลังทำแล้ว...ยังไงต่อ

·  จำนวนครั้งในการทำขึ้นกับระดับไขมันส่วนเกิน และสภาพผิวของคนไข้ เดี๋ยวคุณหมอก็จะแนะนำเองค่ะว่าควรทำกี่ครั้งถึงจะเห็นผลดี ถ้าต้องทำซ้ำต้องทิ้งช่วงห่างกันประมาณ 2 สัปดาห์ ให้ผิวหนังได้ฟื้นตัวบ้าง


            ·   ปกติผลจะสังเกตเห็นชัดเจนหลังทำไปแล้ว 4-6 ครั้ง คนไข้จะพบว่าไขมันส่วนเกินลดลง ผิวเรียบเนียนขึ้น และรูปร่างกระชับมากขึ้น แต่ไม่ใช่ทุกรายนะคะ บางคนมีไขมันส่วนเกินค่อนข้างเยอะแล้วหวังเห็นผลตามจำนวนครั้งที่บอกไปนี่ก็คงไม่ใช่ ถ้าอยากเห็นผลก็ต้องเพิ่มจำนวนครั้งในการทำมากขึ้น แต่จะเป็นกี่ครั้งต้องให้คุณหมอเป็นคนตอบค่ะ









ขอบคุณข้อมูล & ภาพประกอบ  : โรงพยาบาลยันฮี